ตั้งสติ ฟังสภา

posted on 24 Nov 2011 14:13 by haruki13  in ArtPlanet
ตั้งแต่ตัดสินใจเริ่งชีวิตบล็อกเกอร์มา ฮารุกิยอมรับเลยครับ ว่าเรื่องหนึ่งที่ลังเลมากเลยก็คือ ควรจะเขียนเอนทรีที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองลงไปหรือเปล่า? เพราะหลายปีที่ผ่านมาการเมืองได้กลายเป็นเรื่องร้อน และทุกฝ่ายก็ดูเหมือนว่าจะเชื่อมั่นในแนวคิดของตัวเองอย่างรุนแรง จนประเด็นที่เกี่ยวกับการเมืองกลายเป็นเรื่องแตกหักกันได้ง่ายๆ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันเป็นเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทุกคนอยู่ ฮารุกจึงตัดสินใจเขียนเอนทรีนี้ขึ้นครับ
 
แต่ก็คงต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าเอนทรีนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อยุติว่าใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก เพียงแต่ฮารุกิอยากจะเขียนถึงมุมมองด้านต่างๆ ในแง่ของวิจารณญาณในการฟังเท่านั้นครับ
 
การประชุมสภาเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาฮารุกิไม่ได้ติดตามโดยตลอดหรอกครับ แต่เท่าที่ได้ดูไป ประเด็นหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายก็คือ ประเด็นที่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันถูกวางยาเรื่องการจัดการน้ำโดยรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ โดยมีการอภิปรายระหว่างคุณจตุพร พรหมพันธุ์และคุณสาธิต วงศ์หนองเตย
 
เรื่องดังกล่าวคุณจตุพรเป็นผู้ที่ขึ้นอภิปรายก่อนครับ โดยได้ยกข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนช่วงก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะรับหน้าที่ ว่าปริมาณน้ำนั้นมากกว่าปริมาณน้ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างชัดเจน
 
...เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เป็นจุดแรกที่ฮารุกิอยากจะชวนทุกคนมาหยุดคิดกันครับ และสิ่งแรกที่ฮารุกิอยากให้ทุกคนตั้งหลักไว้ให้ดีก็คือ ถ้าใช้ข้อมูลเพียงข้อมูลที่ยกขึ้นมาในข้างต้นนั้น จะยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า รัฐบาลชุดที่แล้วกักเก็บน้ำไว้เพื่อวางยารัฐบาลชุดปัจจุบันครับ
 
เพราะเรายังขาดข้อมูลจำเป็นที่เราต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วระดับน้ำในปีที่แล้วนั้นเป็นระดับน้ำที่ปกติหรือไม่? และอาจจะถามต่อไปอีกว่า หลักเกณฑ์ในการกำหนดปริมาณน้ำที่จะกักเก็บไว้ในเขื่อนนั้น มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดอย่างไร? ต้องใช้ปัจจัยใดมาร่วมพิจารณาบ้าง?
 
ทั้งหมดนั้นก็เพื่อตอบคำถามที่ว่า รัฐบาลชุดที่แล้วได้จัดการน้ำในช่วงปลายรัฐบาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าหากการจัดการไม่สมเหตุผล ก็มีโอกาสมากขึ้นที่รัฐบาลชุดก่อนจะวางยาวางน้ำ (ตามคำศัพท์ที่คุณจตุพรเรียก) จริง และในทางกลับกัน ถ้าการจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม โอกาสที่ว่าก็จะน้อยลง
 
สำหรับเหตุการณ์ในการประชุมสภาหลังจากที่คุณจตุพรในอภิปรายไปแล้ว คุณสาธิตได้อภิปรายบ้าง โดยยกข้อมูลอ้างอิงกับระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดของเขื่อน โดยแสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำในปีที่แล้วอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดของเขื่อนมาก หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่เป็นสถานการณ์แล้ง  และคุณสาธิตได้นำข้อมูลมาแสดงว่า ระดับน้ำของเขื่อนในช่วงท้ายของรัฐบาลชุดก่อนก็สูงกว่าระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดเพียงเล็กน้อย
 
แต่ก็แน่นอนครับ ด้วยข้อมูลเท่านี้ ก็ยังคงเร็วเกินไปอยู่ดีที่จะสรุปว่ารัฐบาลชุดก่อนได้ทำการบริหารจัดการน้ำอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว หรือไม่ได้ทำการวางยารัฐบาลชุดปัจจุบัน  เพราะเราคงต้องตอบคำถามก่อนว่า ในตอนนั้น เราสามารถคาดการณ์ได้หรือไม่ว่า ปีนี้จะมีพายุเกิดขึ้นหลายลูกและมีปริมาณน้ำฝนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้คงต้องไปดูข้อมูลย้อนหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่อยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่า ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ไว้เป็นอย่างไร
 
ซึ่งเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะเริ่มคิดนะครับ ว่ามีคำถามมากมายที่ต้องตอบ มีข้อมูลข้อเท็จจริงมากมายที่ต้องค้นหา คนธรรมดาอย่างเราจะไปมีเวลา มีกำลังไปขุดค้นหาความจริงได้อย่างไร?
 
แน่นอนหละครับ คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครทุ่มเทมากพอที่จะไปล้วงลึกถึงขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงใครที่ไหนไกลหรอกครับ ฮารุกิเองก็ไม่เคยสืบสวนเรื่องราวต่างๆ ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน และการที่เป็นเช่นนี้ ก็ทำให้หลายคน (รวมทั้งตัวฮารุกิเองด้วย) เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
 
แต่ก็อย่างที่ได้ออกตัวไปตั้งแต่ตอนต้นของเอนทรีแล้วนะครับ ว่าเอนทรีนี้ฮารุกิไม่ได้เขียนเพื่อตามหาความจริงหรือข้อสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพียงแต่อยากให้ทุกคนได้เหนภาพกว้างๆ ว่า ก่อนที่เราจะกระโจนไปสู่ข้อสรุปว่าใครถูกใครผิด วางน้ำหรือไม่วางน้ำ  เราก็ยังต้องการข้อมูลที่เราอาจยังไม่รู้ หรือข้อมูลที่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่เราได้ฟังมา  
 
ดังนั้น เราทุกคน ไม่ว่าจะเชียร์ฝั่นไหนหรือฝ่ายไหน จึงต้องเปิดใจให้กว้างว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเชื่อ เรื่องราวจากฝั่งเรา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความจริงทั้งหมด บางที เรื่องราวของอีกฝ่ายอาจเป็นความจริงก็ได้
 
...ฮารุกิเคยอ่านมานะครับ ว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องรักกันด้วยเหตุผลที่ว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน เพียงแต่ขอให้เราเข้าใจกัน และสามารถกอดคอ เดินร่วทางไปกับคนที่มีความเห็นต่างไปจากเราได้ครับ ^^"

หมากัด...จะทำยังไง?

posted on 18 Nov 2011 11:05 by haruki13  in SciencePlanet
 
สวัสดีครับ รู้สึกว่าคราวนี้ก็แอบหายไปนานเหมือนกัน  ฮารุกิคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงที่เพื่อนรักสี่ขาเป็นของตนเองใช่ไหมครับ หรือคนที่ไม่มีอย่างไรก็ต้องมีโอกาสไปพบเจอกับเพื่อนสี่ขาเหล่านี้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นของคนในละแวกบ้าน หรือเจ้าสี่ขาเร่ร่อนก็ตาม
 
แน่นอนครับ เมื่อเจอกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันบ้าง ทำให้เจ้าสี่ขาเหล่านี้ฝังเขี้ยวคมๆ ลงบนเนื้อหนังของเรา ดังนั้นวันนี้ ฮารุกิจะมาเสนอวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเมื่อถูกสุนัขกัดครับ
 
 
ฮารุกิเชื่อว่าตอนถูกสุนัขกัด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสุนัขจรจัด) คนที่ถูกกัดก็คงจะตกใจไม่น้อยนะครับ ดังนั้นฮารุกิไม่ขออะไรมากนะครับ แค่จำภาพข้างบนนี้เอาไว้ครับ
 
สุนัขที่กัด ถ้าทำได้ขอให้จับขังหรือล่ามไว้ก่อนครับ  ส่วนคนที่โดนกัด ให้ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่มากๆ ใส่ยาโพวิโดนไอโอดีนหรือที่รู้จักกันดีก็คือยี่ห้อ "เบตาดีน" นั่นหละครับ แล้วก็รีบพาไปโรงพยาบาลครับ
 
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอและพยาบาลจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทำแผลให้อีกรอบหนึ่ง และพิจารณาทำการรักษาต่อครับ ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่ นอกจากการทำแผลแล้ว ก็มีหลักๆ อยู่สี่อย่างนี้ ฮารุกิขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาให้ครับ
 
 
แต่ฮารุกิก็อยากจะพูดถึงเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสักหน่อยนะครับว่ามีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือ ชนิดที่ผลิตจากม้า (ERIG) และ ชนิดที่ผลิตจากคน (HRIG) ครับ  ส่วนใหญ่คุณหมอจะเลือกฉีดชนิดที่ผลิตจากม้าก่อนครับ เพราะมีอยู่แพร่หลาย  แต่บางคนแพ้เซรุ่มที่ผลิตจากม้าก็จำเป็นต้องฉีดชนิดที่ผลิตมาจากคนครับ
 
ฮารุกิคงต้องบอกไว้สักหน่อยครับ ว่าเซรุ่มนั้นเป็นยาที่ราคาแพงไม่เบาเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นชนิดที่ผลิตมาจากคนด้วยแล้วละก็  ยิ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนแล้วก็ยิ่งแพงใหญ่
 
แต่ถ้าคุณหมอบอกให้ฉีดก็ต้องฉีดนะครับ อย่าหลบเลี่ยงเป็นอันขาด ถ้าโรงพยาบาลเอกชนแพงไปก็ต้องขอไปที่โรงพยาบาลรัฐก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าสักนิดนึงนะครับ ถามว่าทำไม่นะหรือครับ ก็คงต้องขอให้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าด้านล่างนี้ก่อนครับ
 
 
ถึงแม้โรคพิษสุนัขบ้าจะเป็นโรคที่มีโอกาสติดไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ที่อันตรายมากก็คือถ้ามันเข้าสู่สมองเมื่อไหร่ ก็ไม่มีทางที่จะรักษาเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อที่อันตรายที่สุดเลยที่เดียว และเชืื้อตัวนี้ก็เจ้าเล่ห์ใช่ย่อยนะครับ เพราะมันจะใช้วิธีมุดเข้าไปตามเส้นประสาทและคืบคลานไปอย่างแนบเนียนจนภูมิคุ้มกันของร่างกายของเรามองไม่เห็นครับ
 
ดังนั้น ความหวังของเราในการป้องกันก็คือ การฉีดวัคซีนและหรือเซรุ่มเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มันมุดเข้าไปในเส้นประสาทของเราได้ครับ ^^"

edit @ 18 Nov 2011 11:53:49 by Haruki.13

สวัสดีครับ คราวที่แล้วคงยังจำกันได้อยู่นะครับว่าฮารุกิชวนเพื่อนๆ ไปดูดาวในชุดสามเหลี่ยมฤดูร้อนกัน และก็มีตอนหนึ่งที่บอกว่า วิธีการดูให้ง่ายที่สุด ก็จำเป็นจะต้องรู้ตำแหน่งของ สามเหลี่ยมฤดูร้อน ในวันและเวลานั้นเสียก่อน ซึ่งวิธีการหาตำแหน่งก็มีได้หลายวิธีนะครับ แต่วิธีหนึ่งก็คือ การใช้"แผนที่ดาวแบบหมุน" นั่นเอง วันนี้ ฮารุกิเลยอยากจะมาชวนเพื่อนๆ มาใช้แผนที่ดาวแบบหมุนกันนะครับ

พูดถึงแผนที่ดาวแบบหมุนก็มีข้อดีหลายอย่างเลยนะครับ เป็นต้นว่า ราคาถูก พกพาสะดวก (แต่ถ้าเทียบกับแผนที่ดาวในโทรศัพท์มือถือแล้วก็คงไม่) ใช้ง่าย (หรือเปล่าไม่แน่ใจ) และไม่ต้องชาร์ตแบต (อันนี้แน่นอน) แต่มันก็มีข้อเสียใหญ่มากอยู่อย่างหนึ่งนะครับ คือ มันใช้หาตำแหน่งของดาวเคราะห์ไม่ได้

เอาหละครับ ก่อนที่เราจะไปซื้อหาแผนที่ดาวแบบหมุนมาใช้กัน (ที่ที่หนึ่งที่มีจำหน่ายแน่ๆ ก็คือ ท้องฟ้าจำลอง) ก็คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ ว่าแผนที่ดาวแบบหมุนนั้นมีสองแบบ คือ แบบด้านเดียว และแบบสองด้าน ครับ (ต่อจากนี้ไปจะใช้คำว่าว่า "แผนที่ดาว" แทน "แผนที่ดาวแบบหมุน" แล้วนะครับ เพื่อความกระชับ)
 

แผนที่ดาวแบบด้านเดียวนั้นมีข้อดี คือ ใช้ง่ายกว่า และสามารถเห็นทั้งท้องฟ้าได้รวมกันครับ แต่ข้อเสียก็คือ รูปร่างของกลุ่มดาวในทางใต้จะบิดเบี้ยวผิดความจริงไปเยอะ ในขณะที่แบบสองด้านนั้น อาจจะใช้ลำบากกว่าสักหน่อยเมื่อเริ่มแรก เพราะว่าเราต้องใช้ด้านหนึ่งดูท้องฟ้าครึ่งเหนือ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งดูท้องฟ้าครึ่งใต้ แต่กลุ่มดาวในทางใต้นั้นจะมีรูปร่างที่เหมือนจริงมากกว่า ครับ


ส่วนตัวฮารุกิชอบแบบสองด้านมากกว่านะครับ แต่ใครจะชอบแบบไหนคงต้องแล้วแต่ใจของแต่ละคนหละครับ
 

สำหรับใครที่ชอบโกอินเตอร์ หรือหนีน้ำท่วมไปเที่ยวเมืองนอกช่วงนี้ ถามว่าจะซื้อแผนที่ดาวของเมืองนอกมาใช้เมืองไทย หรือหอบหิ้วเอาแผนที่ดาวเมืองไทยไปใช้เมืองนอกได้หรือเปล่า คงต้องบอกว่า แผนที่ดาวแบบหมุนนั้นจะใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่เป็นเส้นรุ้ง (ละติจูด) เดียวกันเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจะไปใช้ของอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป หรือจีน คงไม่ได้ (ที่ได้ก็อาจะมีแถบแอฟริกาบางประเทศหรือแเมริกาใต้นั่นแหละครับ ถึงจะใช้แผนที่ดาวอันเดียวกับเมืองไทยได้)

มารู้จักกันแล้วก็มาเริ่มลองใช้กันเลยดีกว่านะครับ

เริ่มแรก เราก็ต้องหมุนวันเวลาที่เราออกไปดูเสียก่อนนะครับ เช่น ถ้าฮารุกิออกไปดูดาวเมื่อเวลาสี่ทุ่มของวันที่ 4 พฤศจิกายน ฮารุกิก็ต้องหมุน "4 พฤศจิกายน" ซึ่งอยู่บนแผนหมุนด้านใน มาให้ตรงกับ "22 นาฬิกา" หรือ สี่ทุ่ม ซึ่งอยู่บนแผ่นด้านนอกครับ


เท่านี้แผนที่ดาวของเราก็จะโชว์ดาวฤกษ์ที่ปรากฏอยู่บนฟ้าทั้งหลาย ตอนเวลา 22 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน แล้วครับ

ที่นี้ก็มาดูกันนะครับมาเราจะดูขึ้นไปบนฟ้าจริงอย่างไร...


ยกตัวอย่างนะครับ ในวันและเวลาดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า มีดาวที่ชื่อ "คาเพลลา" อยู่ที่มุมราบ 45 องศา และ มุมเงย 30 องศา


เพื่อความเข้าใจง่ายก็ขออธิบายอย่างนี้ครับ

เริ่มจากการยืนหน้าตรง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เสร็จแล้วก็หมุนตัวไปทางขวา (ตามแบบนักบัลเลต์อะไรทำนองนั้น) 45 องศาครับ (ซึ่งก็คือหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั่นเอง) พอหมุนตัวเสร็จแล้ว ก็เงยหน้าขึ้น 30 องศาครับ (ประมาณๆ เอาก็ได้เนอะ คงไม่ต้องถึงขั้นเอาไม้ครึ่งวงกลมสมัยเรียนคณิตศาสตร์มาวัดคอ ประมาณอย่างนี้ก็ได้ครับ ว่าเงยไปหนึ่งในสามของการแหงนหน้าสุด เพราะว่าแหงนหน้าสุดคือ 90 องศา) เท่านี้ ถ้าหากไม่มีอะไรมาบัง ดาว "คาเพลลา" ก็จะอยู่ตรงหน้าของเราแล้วครับ

โอเคนะครับ หวังว่าจะเอาไปใช้ได้ผลกัน ยินดียอมรับทุกคำชี้แนะครับ ^^"

edit @ 5 Nov 2011 17:15:55 by Haruki.13

 
จากคนเขียน

ริชาร์ด เค็นต์ เป็นตัวละครจากเรื่อง ห้าสหายผจญภัย (The Famous Five) เล่มที่ 8 ตอน ตัวประกันสุดแสบ (Five Get Into Trouble) ครับ
แต่ไม่รู้ว่าจะอินดี้เกินไปหรือเปล่านะครับ เพราะเป็นตัวประกอบที่ออกมาแค่เล่มเดียวเท่านั้น แต่เพราะเป็นหนึ่งในตัวละครที่ประทับใจมาก จึงขอเขียนถึงด้วยก็แล้วกันนะครับ

Haruki.13



ถึง ริชาร์ด เค็นต์

สวัสดี ริชาร์ด เราได้รู้เรื่องราวของนายเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างที่นายได้ร่วมผจญภัยไปกับ "ห้าสหาย" ระหว่างที่พวกเขาต้องไปเผชิญกับเรื่องยุ่งๆ ที่คฤหาสน์เอาล์ดีน แต่ถึงแม้ว่าเราจะได้รู้จักนายเพียงเท่านั้นนะ ริชาร์ด เรากลับรู้สึกสนใจเรื่องราวของนายมากกว่าเรื่องราวของห้าสหาย จูเลียน ดิ๊ก แอนน์ จอร์จ และทิมมี เสียอีก จริงอยู่ นายอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่มีความซื่อสัตย์ หรือกล้าหาญ เหมือนกับพวกเขา แต่ก็นั่นแหละ ที่เราคิดว่ามันทำให้เรื่องราวของนายน่าประทับใจ

จริงอยู่ การที่เป็นนายเป็นลูกของคุณเธอร์โลว์ เค็นต์ มหาเศรษฐีคนหนึ่งของอังกฤษ อาจทำให้นายมีอะไรหลายอย่างที่เด็กคนอื่นอาจไม่มีโอกาสได้มี ทั้งทะเลสาบสวนตัว หรือสุนัขทั้งห้าตัวของนาย บันเตอร์ บิสกิต บราวนี่ โบนส์ และบอนโซ แต่มันก็ทำให้นายต้องพลาดโอกาสหลายๆ อย่างไปเช่นกัน เป็นต้นว่า นายไม่มีโอกาสได้ไปขี่จักรยานเที่ยวและนอนข้างนอกบ้านได้ตามลำพังเหมือนกับที่ห้าสหายได้ทำ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้คิดอะไรหลายอย่างที่เดียว

ด้วยเหตุนี้นะ ริชาร์ด นายคงจะตระหนักถึงความจริงเหมือนกับเราใช่ไหมล่ะ ว่า การที่นายเป็นลูกของมหาเศรษฐีเช่นนี้ แม้ว่าอาจจะมีหลายคนมองว่าชีวิตของนายช่างเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบและน่าอิจฉา แต่ความจริงแล้ว นายก็ยังมีปัญหา มีข้อจำกัด ในแบบของนายเองเช่นกัน และในทำนองเดียวกันนะ ริชาร์ด เราก็ขอให้นายมองในมุมเดียวกันนี้ เวลาที่นายมองคนอื่น ที่อาจจะมีครอบครัวที่ดูร่ำรวย หรือดูสมบูรณ์พร้อมมากกว่า

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นนะ ริชาร์ด อาจจะเป็นสิ่งที่นายได้ค้นพบด้วยตัวเองไปแล้วหลังจากการผจญภัยในครั้งนั้น ว่าความจริงแล้ว แม้นายจะดูเหมือนเป็นเด็กที่อ่อนแอ ขี้ขลาด ในตอนแรก แต่ความจริงแล้ว เมื่อถึงเวลาที่คับขัน นายก็แสดงให้เราได้เห็นว่า ความจริงแล้ว ในตัวของคนเรานั้นไม่ว่าใคร ต่างก็มีส่วนที่กล้าหาญ ส่วนที่โดดเด่นอยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น

เราอยากจะรู้เหมือนกันนะ ริชาร์ด ว่าก่อนที่นายจะออกปากกับจูเลียนไป ว่านายขออาสาเป็นคนที่ซ่อนตัวไปกับรถของนายเพอร์ตัน เพื่อหนีออกไปแจ้งตำรวจนั้น นายต้องรวบรวมความกล้าสักแค่ไหน ต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองสักแค่ไหน ซึ่งหากหลังจากนั้นนายได้คุยกับห้าสหายแล้วหละนะ นายก็คงจะได้รู้ว่าความกล้าของนายในครั้งนั้น ได้ช่วยให้นายรอดพ้นจากการทารุณของเจ้าอันธพาลรุกกี้ อดีตมือปืนคนหนึ่งของพ่อนาย

สิ่งที่เราอยากจะบอกกับนายนะ ริชาร์ด ก็คือ บางที เราอาจจะเลือกไม่ได้ ว่าเราจะโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน และเมื่อถึงเวลานี้ เราก็อาจจะเลือกไม่ได้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้น เราเคยเป็นคนอย่างไร แต่ก็อย่างที่นายได้ประสบกับตัวเองมาแล้ว นายคงตระหนักได้ดีถึงความจริงว่า คนเรานั้น ความจริงแล้วที่สิทธิ์ที่จะเลือกเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยความดีที่มีอยู่ในตัว ถึงแม้ว่าบางทีเราจะไม่เคยรู้มาก่อนก็ตาม เราจึงอยากบอกนายด้วยคำคำหนึ่งที่มีคนเคยบอกกับเราไว้นะ ริชาร์ด ว่า "เราเข้มแข็งกว่าที่เราคิดเสมอ"

สุดท้ายนี้นะ ริชาร์ด เราก็อยากจะขอบใจนาย เพราะเรื่องราวของนาย ได้ทำให้เราได้เห็นว่า แม้คนที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหนที่สุด เมื่อถึงคราวจำเป็นแล้ว ก็สามารถเป็นคนที่เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้เช่นกัน

"ความกล้าหาญ คือ การนึกถึงความทุกข์ของคนอื่น แทนที่จะเป็นความทุกข์ของตัวเอง" คำนี้ที่จูเลียนเคยพูดไว้กับนาย นายคงไม่ว่าใช่ไหม ถ้าเราจะขอรับมันไปใช้ด้วย

ขอให้นายโชคดีนะ ริชาร์ด

จาก
เด็กไม่เอาไหนอีกคนหนึ่ง

edit @ 3 Nov 2011 18:58:57 by Haruki.13

สวัสดีเดือนใหม่ครับ

เวลานี้ ชาวกรุงเทพมหาคร ก็คงจะต้องกำลังต่อสู้กับอุทกภัย ที่เมื่อถึงตอนนี้ ก็เข้าโอบล้อมและโจมตีราชธานีของเราทุกคน ฮารุกิเองคงไม่อาจทำอะไรได้มาก นอกจากจะขอเป็นเสียงหนึ่งที่เป็นแรงใจให้กับผู้เดือดร้อนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องทุกคน ฮารุกิเชื่อว่าทุกคนจะทำดีที่สุด เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ครับ

สำหรับทางบ้านของฮารุกิเองที่อยู่ต่างจังหวัด ตอนนี้สถานการณ์อุทกภัยได้ล่วงเลยมาสู่ขาลงแล้ว ในขณะที่กลางวันท้องฟ้าโปร่งใสและแดดเจิดจ้า ตอนเช้าตรู่ลมหนาวแผ่วๆ ก็เริ่มพัดมา ตอนกลางคืน ก็เห็นดาวได้ชัดเจนทีเดียวหละครับ

และก็เป็นเหตุให้ฮารุกิตัดสินใจมาชวนเพื่อนๆ ดูดาวกันในครั้งนี้นะครับ และดาวที่ฮารุกิจะมาชวนเพื่อนๆ ดูในวันนี้ ก็คือ ดาวในกลุ่ม "สามเหลี่ยมฤดูร้อน"

แต่ก่อนที่จะไปดูกัน ก็คงจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่า "สามเหลี่ยมฤดูร้อน" นั้น ไม่ใช่กลุ่มดาว (Constellation) ตามนิยามทางดาราศาสตร์นะครับ เป็นแค่ รูปร่างบนท้องฟ้า (Asterism) เท่านั้น พูดง่ายๆ มันก็คือ รูปสามเหลี่ยมที่เกิดจากการลากเส้นเชื่อมดาวฤกษ์ที่มีความสว่างค่อนข้างมากสามดวงเข้าด้วยกัน ได้แก่ วีกา ในกลุ่มดาวพิณ, อัลแตร์ ในกลุ่มดาวนกอินทรี และ เดเนบ ในกลุ่มดาวหงส์ ครับ

ดาวในสามเหลี่ยมฤดูร้อนนี่เป็นหนึ่งในดาวที่มีคนให้ความสนใจในลำดับต้นๆ เลยนะครับ ทางฝั่งตะวันตกดาวเหล่านี้ได้ถูกอ้างถึงในนิยาย/ภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์หลายเรื่อง เช่น วีกากับภาพยนตร์เรื่อง Contacts และเดเนบก็มีบ้างคนอ้างว่าเป็นดวงอาทิตย์ของบ้านเกิดของ Silver surfer ฮีโร่จากการ์ตูนค่ายมาร์เวลครับ

แต่ที่เราคุ้นเคยกันมากกว่า สำหรับสามเหลี่ยมฤดูร้อน คงเป็นเรื่องของ ตำนานเจ้าหญิงทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวแห่งวันทานาบาตะของญี่ปุ่น โดยตามตำนานนี้ เจ้าหญิงทอผ้า คือ วีกา และ หนุ่มเลี้ยงวัว คือ อัลแตร์นั่นเองครับ

แต่ข่าวร้ายก็คือ ไม่มีวิธีการง่ายๆ สำหรับการดูสามเหลี่ยมฤดูร้อนครับ เพราะว่ากลุ่มดาวที่ประกอบเป็นสามเหลี่ยมฤดูร้อนนั้น ไม่ได้มีรูปร่างที่เรียงตัวชัดเจนหรือเตะตาแบบกลุ่มดาวนายพรานในสามเหลี่ยมฤดูหนาว และสามเหลี่ยมฤดูร้อนเองก็ไม่ได้เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าสวยงามแบบสามเหลี่ยมฤดูหนาวครับ

ดังนั้น วิธีการที่ฮารุกิรู้สึกว่าง่ายที่สุดสำหรับการสังเกตสามเหลี่ยมฤดูร้อนก็คือ อาจจะต้องหาตำแหน่งของสามเหลี่ยมฤดูร้อนในวันและเวลานั้นคร่าวๆ ก่อนครับ ว่าอยู่แถวไหน ซึ่งก็สามารถดูได้จากแผนที่ดาวแบบหมุนหรือไม่ก็ซอฟท์แวร์แผนที่ดาวก็ได้ครับ

พอรู้ตำแหน่งคร่าวๆ แล้ว ก็ลองมองไปยังท้องฟ้าในแถบนั้นครับ เพื่อมองหาดาวที่สว่างที่สุดสามดวง ที่เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วยาวๆ หน่อย ลองมาทดสอบกันดูดีกว่าครับ มาจะมีใครหาเจอมั่ง (รูปข้างล่างนี่ถ่ายเองนะครับ ขอบอก อิอิๆ)

ภาพถ่ายสามเหลี่ยมฤดูร้อนครับ มาดูกันว่ามีใครหาเจอบ้างหรือเปล่า

ถ้าหาเจอแล้วละก็ ลองมาดูกันต่อเพื่อ confirm นะครับ ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นถูกต้องหรือเปล่า กลุ่มดาวแรกที่แนะนำให้ดูก่อนคือ กลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) ครับ จากเดเนบ ซึ่งอยู่ที่ฐานข้างหนึ่งของสามเหลี่ยม ลองหาดูนะครับ ว่ามีดาวเรียงตัวกันเป็นรูปไม้กางเขนยื่นเข้ามาในเขตของสามเหลี่ยมหรือเปล่า โดยเดเนบจะเป็นส่วนยอดของไม้กางเขนนะครับ แกนยาวของไม้กางเขนจะชี้จากเดเนบเข้ามาในเขตสามเหลี่ยม ในขณะที่แกนขวางจะตั้งฉากไป

ความจริงแล้วมีช่วงเวลาหนึ่งที่คริสตศาสนจักร พยายามจะเปลี่ยนแปลงกลุ่มดาวบนท้องฟ้าให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาทั้งหมด กลุ่มดาวหงส์ ก็ได้รับชื่อใหม่ว่า กลุ่มดาวไม้กางเขน ครับ แต่ชื่อใหม่นี้ไม่ได้รับความนิยม ก็เลยเงียบหายไป แต่กลุ่มดาวหงส์ก็ยังมีบางคนเรียกชือเล่นๆ ว่า "กางเขนเหนือ" อยู่นะครับ (เพราะว่ามีกลุ่มดาวอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ชื่อว่า Crux หรือ กลุ่มดาวกางเขนใต้ไปแล้ว)

ในทางดาราศาตร์สมัยใหม่แล้ว ในบริเวณของกลุ่มดาวหงส์ มีวัตถุปล่อยรังสีเอกซ์รุนแรงอยู่ตัวหนึ่งครับ ชื่อว่า Cygnus X-1 ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลุมดำแห่งแรกที่ถูกค้นพบเลยทีเดียวครับ
 
ภาพวาดของ Cygnus X-1 ครับ

ต่อมาก็ลองมาดูกลุ่มดาวพิณ (Lyra) กันบ้างครับ ถ้าเราลองมองข้างๆ วีกา (ด้านที่อยู่ในเขตสามเหลี่ยมอีกนั่นแหละ) เราอาจจะมองเห็นดาวดวงเล็กๆ (เล็กๆ ในที่นี้หมายถึงสลัวๆ นะครับ) สี่ดวง เรียงตัวกันเป็นสี่หลี่ยมด้านขนานเล็กๆ (ทำไมอะไรก็เล็กๆ ฟังดูน่ารักจังแฮะ) นะครับ

ในบริเวณของกลุ่มดาวพิณก็มีวัตถุทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่เช่นกันครับ คือ เนบิวลาวงแหวน (Ring nebula) ซึ่งเป็นหนึ่งในเนบิวลาดาวเคราะห์ (planetary nebula) ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าครับ
 
ภาพถ่ายเนบิวลาวงแหวนจากกล้อง Hubble ครับ


ส่วนกลุ่มดาวนกอินทรี (Aquila) ฮารุกิขอให้เพื่อนๆ ดูรูปเองดีกว่าครับ เพราะให้ฮารุกเขียนบรรยาย ก็เขียนไม่ถูกเหมือนกันหละครับ



ภาพสามเหลี่ยมฤดูร้อน พร้อมลากเส้นเฉลยครับ 


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จ้องรูปแล้วได้ตรงกันหรือเปล่า...^^"

มาถึงคำถามสุดท้ายครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า นี่มันก็จะหน้าหนาวแล้ว ทำไมฮารุกิถึงชวนมาดูสามเหลี่ยมฤดูร้อนใช่ไหมครับ คำตอบก็คือ ดาวสามดวงนี้ เรียกว่า สามเหลี่ยมฤดูร้อน ก็เพราะว่า มันจะเห็นชัดที่สุด (เห็นได้ตลอดคืน) ช่วงกลางฤดูร้อนครับ แต่ฤดูร้อนในที่นี้ หมายถึงฤดูร้อนของเขตอบอุ่นนะครับ ซึ่งก็อยู่ช่วงประมาณเดือน ก.ค. (ทานาบาตะก็อยู่ช่วงนั้นแหละเนอะ) ตอนนี้ถึงจะดู เราก็จะพบว่า ดาวสามดวงนี้ไม่ได้ขึ้นตลอดคืนนะครับ อย่างช่วงนี้ ตกดึกหน่อยดาวสามดวงนี้ก็คงทยอยลับของฟ้าไปแล้วนะครับ

แต่อย่างไร ช่วงนี้ฮารุกิก็ว่าเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการดู "สามเหลี่ยมฤดูร้อน" อยู่ดีแหละครับ เพราะขืนดูช่วงเดือน ก.ค. มีหวังเห็นเมฆฝนแทนแน่ๆ ครับ อิอิ

แล้วเจอกันใหม่นะครับ ^^"


ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก
http://earthsky.org/tonight/see-the-summer-triangle-in-winter

ภาพ Cygnus X-1 (ภาพวาด) จาก
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Cygnus_X-1.png

ภาพ Ring nebula จาก
http://apod.nasa.gov/apod/ap060625.html

ครับ

 

edit @ 2 Nov 2011 09:09:56 by Haruki.13

edit @ 2 Nov 2011 09:12:05 by Haruki.13

edit @ 2 Nov 2011 09:12:55 by Haruki.13