<< คำเตือน: บทความนี้อาจเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนังสือ (Spoiler Alert)>>

ฮารุกิเคยอ่านหลังสือของสไตน์เบ็คมา 2 เล่มครับ คือ มหามุกดา (The Pearl) กับ เพื่อนยาก (Of Mice and Men) เล่มแรกนั้นถูกบังคับให้อ่านเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเรียนมัธยม ส่วนเรื่องที่สองได้อ่านหลังจากเล่มแรกหลายปี ตอนที่ได้รู้ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียนแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ แนะนำให้อ่าน

ตอนที่อ่านเล่มแรกนั้น ยอมรับครับว่าอ่านจบลงด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจอะไรเลย จริงอยู่ครับ ฮารุกิรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในเรื่องบ้าง แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนจบตัวละครเอกจึงตัดสินใจโยนไข่มุกลงทะเล ทั้งที่ได้ต่อสู้มาตลอดเรื่องเพื่อใช้ไข่มุกดังกล่าวนั้นนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างร้ายแรงก็ตาม เพราะจริงอยู่ว่าไข่มุกเม็ดนั้นเป็นตัวนำพาโศกนาฏกรรมเข้าสู่ครอบครัวของพระเอก แต่ท้ายสุดแล้วการทิ้งไข่มุกเม็ดนั้นไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ย้อนกลับมาเป็นเหมือนเก่าได้ไม่ใช่หรือ

อดรู้สึกไม่ได้ครับว่า พระเอกของเรื่อง The Pearl และครอบครัวนั้นช่างเป็นผู้ที่ถูกกระทำเสียเหลือเกิน ทั้งจากพ่อค้าที่โกงเอาหน้าด้านๆ และหมอที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ และในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจเสียเลย ว่าสไตน์เบ็คต้องการบอกอะไร จริงอยู่ จุดเปลี่ยนในเรื่องนี้มีอยู่มากเหลือเกิน หากพระเอกเลือกที่จะขายไข่มุกให้กับพ่อค้าในหมู่บ้าน บางทีพระเอกก็คงจะสามารถกลับไปมีชีวิตเรียบง่ายแบบเดิม แต่นั่นก็หมายความว่า พระเอกควรจะยอมรับการกดราคาของไข่มุกหลายเท่าตัว ยอมรับชะตากรรมอย่างไม่มีปากมีเสียงอย่างนั้นหรือ

แต่พอฮารุกิเจอกับเรื่องราวต่างๆ มากขึ้นแล้ว ฮารุกิก็มีโอกาสมองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งครับ...

และจากวันนั้นมา คำที่อยู่ในหัวของฮารุกิเมื่อนึกถึงเรื่อง The Pearl ก็คือ "ของบางอย่างก็ใหญ่เกินกว่าที่มือของรับจะรับไว้ได้"

และก็อีกเกือบปี ฮารุกิจึงมีโอกาสได้อ่าน Of Mice and Men ผลงานมีชื่ออีกเรื่องหนึ่งของสไตน์เบ็ค

หลังจากที่อ่านจบ สิ่งที่ดังก้องในหัวของฮารุกิก็คือ "สไตน์เบ็คนี่เป็นอะไรกับเรื่องแนว 'ฝันที่เกือบเป็นจริง' หรือเปล่านะ"

เพราะจากคนงมไข่มุกหาเช้ากินค่ำที่ได้พบกับมหามุกดาในเรื่อง The Pearl ในเรื่อง Of Mice and Men สไตน์เบ็คก็พาเราไปรู้จักกับชายชนชั้นกรรมมาชีพสองคน ที่ฝันว่าจะมีไร่นาเป็นของตัวเอง

ในขณะที่คนงมไข่มุกหวังว่า มหามุกดามูลค่ามหาศาล จะนำชีวิตที่ดีมาให้ ช่วยให้ลูกของเขาได้มีการศึกษาที่ดี ความฝันอยากมีไร่นาของชายกรรมชีพสองคน ก็เกือบจะเป็นจริงเมื่อได้พบกับคนงานชราพิการ

และมันก็เหมือนกันตรงที่ ความฝันทั้งสอง ไม่ได้เป็นความจริง

ตอนที่อ่าน Of Mice and Men นั้น ฮารุกิถูกกล่อมให้เชื่อว่า การที่จอร์จตัดสินใจจบชีวิตของเลนนี่ เพื่อให้เลนนี่ไม่ต้องตายอย่างทรมานจากลูกน้องของเคอร์ลี่นั้น เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

แต่ฮารุกิก็ต้องมาสะดุด เมื่อพลิกย้อนกลับไปยังคำนำของบรรณาธิการ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่า

"เราเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์น้อยเกินไปหรือเปล่า"

เพราะคุณประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ได้เขียนไว้ว่า "เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าท้ายสุดแล้ว ลูกน้องของเคอร์ลี่จะฆ่าเลนนี่อย่างทรมานจริงๆ จะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ ที่เคอร์ลี่กับลูกน้องจะยอมให้อภัย เพราะทุกคนต่างรู้ว่า เลนนี่นั้นมีสติปัญญาที่ไม่สมบูรณ์"

หรือว่านี่เป็นสิ่งที่สไตน์เบ็คต้องการจะทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้คิดจริงๆ
จากผู้เขียน
 
ขออนุญาตแจ้งข่าวนะครับ ว่าฮารุกิอาจจะเงียบหายไปเป็นเวลาสองเดือนกว่า เนื่องจากช่วงนี้ยุ่งมากครับ ^^"
 
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ถึง โชอิจิ เนกิชิ

สวัสดี เนกิชิ ช่วงนี้ชีวิตของนายเป็นอย่างไรบ้าง ยังมีปัญหากับการแบ่งภาคระหว่างการเป็นตัวเองกับการเป็นท่านเคราเซอร์อยู่หรือเปล่า เราหวังว่าปัญหาของนายคงพอบรรเทาลงบ้างแล้วนะ เพราะอย่างน้อยไอคาว่าจังแฟนนาย ก็รู้และเข้าใจแล้วว่า นายกำลังต้องรับบทบาทเป็นอะไรอยู่

เราไม่มีโอกาสได้รู้นะ เนกิชิ ว่าทำไม หนุ่มเรียบร้อยที่หลงไหลในเพลงแนวสวีดิชป็อปอย่างนาย จึงต้องจับพลัดจับผลูกลายมาลงเอยด้วยการเป็นนักร้องในวงดนตรีแนวเดธเมทัลได้ สิ่งที่เรารู้มีเพียงว่าเพลงเดธเมทัลที่นายทำขึ่้นมียอดขายถล่มทลาย และตัวนายเองก็สามารถดวลเพลงเอาชนะนักดนตรีเดธเมทัลในตำนาลอย่าง แจ็ค อิลดาร์ค ไปได้ ในขณะที่เพลงป็อปหวานที่นายใช้เวลาว่างเล่น กลับมีเพียงสุนัขตัวเดียวที่ตั้งใจฟัง และสุดท้ายมันก็เดินจากไปอีกต่างหาก ซึ่งมันก็ทำให้เราอดนึกถึงคำพูดคำพูดหนึ่งที่ว่าบางทีมันอาจจะเป็นจริงที่ "สิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่เราทำได้ดีนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน"

เราคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่นะ เนกิชิ บางทีอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกเลยด้วยซ้ำ ว่านายควรจะยืนอยู่ในวงการเพลงที่นายกำลังประสบความสำเร็จอยู่ในขณะนี้ต่อไป หรือจะก้าวออกมา เสี่ยงใช้ชีวิต ทำเพลงในแบบที่ตัวเองต้องการ

นายเป็นคนเสียสละอยู่ไม่น้อยเลยหละ เนกิชิ ที่ในคอนเสิร์ตสำคัญครั้งนั้น นายถึงกลับขึ้นรถไฟมาเพื่อเติมเต็มความฝันให้กับบรรดาแฟนเพลง แต่เราก็อยากให้นายอย่าลืมนึกถึงตัวเองบ้างนะ เพราะเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นนายได้มีอัลบั้มเพลงป็อปเป็นของตัวเองอย่างที่ฝันไว้

เรามีเรื่องที่อยากจะบอกกับนายอยู่อีกสองเรื่องนะ เนกิชิ เรื่องแรกเลย คือ เมื่อถึงตอนนี้แล้ว นายคงตระหนักดีแล้วกระมังว่า ทุกสิ่งที่เราทำขึ้นนั้น ล้วนมีผลต่อโลกรอบตัวเราทั้งสิ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในทำนองเดียวกับที่นายได้พบว่า น้องชายที่เคยใส่เครื่อยแบบนักเรียนมาโบกมือส่งนายขึ้นรถไฟเมื่อขาไปโตเกียวนั้น กลับกลายเป็นเด็กเกเรที่ไม่ยอมเรียนหนังสือ ไม่ยอมทำงานบ้าน พูดจากหยาบคายกักขฬะกับพ่อแม่ เพราะเพลงที่นายแต่งขึ้น หลังจากที่นายกลับมาจากโตเกียว เราคิดว่านายคงจะเห็นด้วยกับเราใช้ไหม เนกิชิ ว่า คนเรานั้นควรถือเป็นหน้าที่ของตนเอง ในการช่วยกันสร้างสรรค์โลกและสังคมที่เราอยู่ ให้สวยงามและหน้าอยู่ขึ้น

แต่อีกเรื่องหนึ่งนะ เนกิชิ ที่เราเห็นว่าสำคัญมากกว่า ที่เราอยากบอกนายไว้ ก็คือ หลายครั้งที่คนเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความฝันของเราไม่อาจเป็นจริงได้ ยิ่งต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนั้นซ้ำๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกไม่อยากฝันอะไรต่อไปอีก ซึ่งเราก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันนะ เนกิชิ แต่นายคงจะยังจำคำพูดที่แม่ของนายเคยพูดไว้ที่ศาลเจ้าได้แถวบ้านเกินของนายได้ใช่ไหม เนกิชิ ว่า "บางที่การจะทำความฝันรให้เป็นจริงได้หรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะว่าคนเราสามารถมีความฝันได้มากเท่าที่เราต้องการ และแค่ได้มีฝัน ก็ช่วยให้คนเราสามารถอดทน ก้าวข้าผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเลวร้ายไปได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า" เราเองเชื่อในคำพูดนั้นนะ เนกิชิ เพราะคำพูดของแม่ของนายคำนั้นได้ช่วยเราไว้หลายครั้งเหลือเกิน

เพราะใครจะไปรู้ได้ใช่ไหมเล่า เนกิชิ บางที ความฝันในการเป็นนักดนตรีสวีดิชป็อปในญี่ปุ่นของนาย อาจเป็นเมล็ดที่รอเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่เมื่อถึงเวลาก็เป็นได้
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
โชอิจิ เนกิชิ เป็นตัวละครเอกจากเรื่อง Detroit Metal City ซึ่งเป็นเรื่องราวของ "หนุ่มติ๋ม" บ้านนอกคนหนึ่งผู้หลงใหลในดนตรีป็อบแนวหวาน ที่จับผลัดจับผลูกลายเป็นนักร้องของวงเดธเมทัลชื่อเสียงโด่งดัง

Detroit Metal City เป็นหนังสือการ์ตูนที่สร้างเป็นทั้งภาพยนตร์คนจริงและภาพยนตร์อนิเมชั่นมาแล้วครับ โดยในฉบับภาพยนตร์ บทเนกิชิ นี้จะแสดงโดย Kenichi Matsuyama หรือที่โด่งดังจากบท L แห่ง Death note นั่นเองครับ
 

edit @ 3 Feb 2012 22:09:03 by Haruki.13

ตั้งสติ ฟังสภา

posted on 24 Nov 2011 14:13 by haruki13  in ArtPlanet
ตั้งแต่ตัดสินใจเริ่งชีวิตบล็อกเกอร์มา ฮารุกิยอมรับเลยครับ ว่าเรื่องหนึ่งที่ลังเลมากเลยก็คือ ควรจะเขียนเอนทรีที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองลงไปหรือเปล่า? เพราะหลายปีที่ผ่านมาการเมืองได้กลายเป็นเรื่องร้อน และทุกฝ่ายก็ดูเหมือนว่าจะเชื่อมั่นในแนวคิดของตัวเองอย่างรุนแรง จนประเด็นที่เกี่ยวกับการเมืองกลายเป็นเรื่องแตกหักกันได้ง่ายๆ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันเป็นเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทุกคนอยู่ ฮารุกจึงตัดสินใจเขียนเอนทรีนี้ขึ้นครับ
 
แต่ก็คงต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าเอนทรีนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อยุติว่าใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก เพียงแต่ฮารุกิอยากจะเขียนถึงมุมมองด้านต่างๆ ในแง่ของวิจารณญาณในการฟังเท่านั้นครับ
 
การประชุมสภาเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาฮารุกิไม่ได้ติดตามโดยตลอดหรอกครับ แต่เท่าที่ได้ดูไป ประเด็นหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายก็คือ ประเด็นที่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันถูกวางยาเรื่องการจัดการน้ำโดยรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ โดยมีการอภิปรายระหว่างคุณจตุพร พรหมพันธุ์และคุณสาธิต วงศ์หนองเตย
 
เรื่องดังกล่าวคุณจตุพรเป็นผู้ที่ขึ้นอภิปรายก่อนครับ โดยได้ยกข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนช่วงก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะรับหน้าที่ ว่าปริมาณน้ำนั้นมากกว่าปริมาณน้ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างชัดเจน
 
...เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เป็นจุดแรกที่ฮารุกิอยากจะชวนทุกคนมาหยุดคิดกันครับ และสิ่งแรกที่ฮารุกิอยากให้ทุกคนตั้งหลักไว้ให้ดีก็คือ ถ้าใช้ข้อมูลเพียงข้อมูลที่ยกขึ้นมาในข้างต้นนั้น จะยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า รัฐบาลชุดที่แล้วกักเก็บน้ำไว้เพื่อวางยารัฐบาลชุดปัจจุบันครับ
 
เพราะเรายังขาดข้อมูลจำเป็นที่เราต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วระดับน้ำในปีที่แล้วนั้นเป็นระดับน้ำที่ปกติหรือไม่? และอาจจะถามต่อไปอีกว่า หลักเกณฑ์ในการกำหนดปริมาณน้ำที่จะกักเก็บไว้ในเขื่อนนั้น มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดอย่างไร? ต้องใช้ปัจจัยใดมาร่วมพิจารณาบ้าง?
 
ทั้งหมดนั้นก็เพื่อตอบคำถามที่ว่า รัฐบาลชุดที่แล้วได้จัดการน้ำในช่วงปลายรัฐบาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าหากการจัดการไม่สมเหตุผล ก็มีโอกาสมากขึ้นที่รัฐบาลชุดก่อนจะวางยาวางน้ำ (ตามคำศัพท์ที่คุณจตุพรเรียก) จริง และในทางกลับกัน ถ้าการจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม โอกาสที่ว่าก็จะน้อยลง
 
สำหรับเหตุการณ์ในการประชุมสภาหลังจากที่คุณจตุพรในอภิปรายไปแล้ว คุณสาธิตได้อภิปรายบ้าง โดยยกข้อมูลอ้างอิงกับระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดของเขื่อน โดยแสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำในปีที่แล้วอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดของเขื่อนมาก หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่เป็นสถานการณ์แล้ง  และคุณสาธิตได้นำข้อมูลมาแสดงว่า ระดับน้ำของเขื่อนในช่วงท้ายของรัฐบาลชุดก่อนก็สูงกว่าระดับกักเก็บน้ำต่ำสุดเพียงเล็กน้อย
 
แต่ก็แน่นอนครับ ด้วยข้อมูลเท่านี้ ก็ยังคงเร็วเกินไปอยู่ดีที่จะสรุปว่ารัฐบาลชุดก่อนได้ทำการบริหารจัดการน้ำอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว หรือไม่ได้ทำการวางยารัฐบาลชุดปัจจุบัน  เพราะเราคงต้องตอบคำถามก่อนว่า ในตอนนั้น เราสามารถคาดการณ์ได้หรือไม่ว่า ปีนี้จะมีพายุเกิดขึ้นหลายลูกและมีปริมาณน้ำฝนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้คงต้องไปดูข้อมูลย้อนหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่อยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่า ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ไว้เป็นอย่างไร
 
ซึ่งเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะเริ่มคิดนะครับ ว่ามีคำถามมากมายที่ต้องตอบ มีข้อมูลข้อเท็จจริงมากมายที่ต้องค้นหา คนธรรมดาอย่างเราจะไปมีเวลา มีกำลังไปขุดค้นหาความจริงได้อย่างไร?
 
แน่นอนหละครับ คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครทุ่มเทมากพอที่จะไปล้วงลึกถึงขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงใครที่ไหนไกลหรอกครับ ฮารุกิเองก็ไม่เคยสืบสวนเรื่องราวต่างๆ ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน และการที่เป็นเช่นนี้ ก็ทำให้หลายคน (รวมทั้งตัวฮารุกิเองด้วย) เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
 
แต่ก็อย่างที่ได้ออกตัวไปตั้งแต่ตอนต้นของเอนทรีแล้วนะครับ ว่าเอนทรีนี้ฮารุกิไม่ได้เขียนเพื่อตามหาความจริงหรือข้อสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพียงแต่อยากให้ทุกคนได้เหนภาพกว้างๆ ว่า ก่อนที่เราจะกระโจนไปสู่ข้อสรุปว่าใครถูกใครผิด วางน้ำหรือไม่วางน้ำ  เราก็ยังต้องการข้อมูลที่เราอาจยังไม่รู้ หรือข้อมูลที่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่เราได้ฟังมา  
 
ดังนั้น เราทุกคน ไม่ว่าจะเชียร์ฝั่นไหนหรือฝ่ายไหน จึงต้องเปิดใจให้กว้างว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเชื่อ เรื่องราวจากฝั่งเรา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความจริงทั้งหมด บางที เรื่องราวของอีกฝ่ายอาจเป็นความจริงก็ได้
 
...ฮารุกิเคยอ่านมานะครับ ว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องรักกันด้วยเหตุผลที่ว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน เพียงแต่ขอให้เราเข้าใจกัน และสามารถกอดคอ เดินร่วทางไปกับคนที่มีความเห็นต่างไปจากเราได้ครับ ^^"

หมากัด...จะทำยังไง?

posted on 18 Nov 2011 11:05 by haruki13  in SciencePlanet
 
สวัสดีครับ รู้สึกว่าคราวนี้ก็แอบหายไปนานเหมือนกัน  ฮารุกิคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงที่เพื่อนรักสี่ขาเป็นของตนเองใช่ไหมครับ หรือคนที่ไม่มีอย่างไรก็ต้องมีโอกาสไปพบเจอกับเพื่อนสี่ขาเหล่านี้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นของคนในละแวกบ้าน หรือเจ้าสี่ขาเร่ร่อนก็ตาม
 
แน่นอนครับ เมื่อเจอกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันบ้าง ทำให้เจ้าสี่ขาเหล่านี้ฝังเขี้ยวคมๆ ลงบนเนื้อหนังของเรา ดังนั้นวันนี้ ฮารุกิจะมาเสนอวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเมื่อถูกสุนัขกัดครับ
 
 
ฮารุกิเชื่อว่าตอนถูกสุนัขกัด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสุนัขจรจัด) คนที่ถูกกัดก็คงจะตกใจไม่น้อยนะครับ ดังนั้นฮารุกิไม่ขออะไรมากนะครับ แค่จำภาพข้างบนนี้เอาไว้ครับ
 
สุนัขที่กัด ถ้าทำได้ขอให้จับขังหรือล่ามไว้ก่อนครับ  ส่วนคนที่โดนกัด ให้ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่มากๆ ใส่ยาโพวิโดนไอโอดีนหรือที่รู้จักกันดีก็คือยี่ห้อ "เบตาดีน" นั่นหละครับ แล้วก็รีบพาไปโรงพยาบาลครับ
 
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอและพยาบาลจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทำแผลให้อีกรอบหนึ่ง และพิจารณาทำการรักษาต่อครับ ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่ นอกจากการทำแผลแล้ว ก็มีหลักๆ อยู่สี่อย่างนี้ ฮารุกิขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาให้ครับ
 
 
แต่ฮารุกิก็อยากจะพูดถึงเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสักหน่อยนะครับว่ามีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือ ชนิดที่ผลิตจากม้า (ERIG) และ ชนิดที่ผลิตจากคน (HRIG) ครับ  ส่วนใหญ่คุณหมอจะเลือกฉีดชนิดที่ผลิตจากม้าก่อนครับ เพราะมีอยู่แพร่หลาย  แต่บางคนแพ้เซรุ่มที่ผลิตจากม้าก็จำเป็นต้องฉีดชนิดที่ผลิตมาจากคนครับ
 
ฮารุกิคงต้องบอกไว้สักหน่อยครับ ว่าเซรุ่มนั้นเป็นยาที่ราคาแพงไม่เบาเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นชนิดที่ผลิตมาจากคนด้วยแล้วละก็  ยิ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนแล้วก็ยิ่งแพงใหญ่
 
แต่ถ้าคุณหมอบอกให้ฉีดก็ต้องฉีดนะครับ อย่าหลบเลี่ยงเป็นอันขาด ถ้าโรงพยาบาลเอกชนแพงไปก็ต้องขอไปที่โรงพยาบาลรัฐก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าสักนิดนึงนะครับ ถามว่าทำไม่นะหรือครับ ก็คงต้องขอให้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าด้านล่างนี้ก่อนครับ
 
 
ถึงแม้โรคพิษสุนัขบ้าจะเป็นโรคที่มีโอกาสติดไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ที่อันตรายมากก็คือถ้ามันเข้าสู่สมองเมื่อไหร่ ก็ไม่มีทางที่จะรักษาเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อที่อันตรายที่สุดเลยที่เดียว และเชืื้อตัวนี้ก็เจ้าเล่ห์ใช่ย่อยนะครับ เพราะมันจะใช้วิธีมุดเข้าไปตามเส้นประสาทและคืบคลานไปอย่างแนบเนียนจนภูมิคุ้มกันของร่างกายของเรามองไม่เห็นครับ
 
ดังนั้น ความหวังของเราในการป้องกันก็คือ การฉีดวัคซีนและหรือเซรุ่มเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มันมุดเข้าไปในเส้นประสาทของเราได้ครับ ^^"

edit @ 18 Nov 2011 11:53:49 by Haruki.13

สวัสดีครับ คราวที่แล้วคงยังจำกันได้อยู่นะครับว่าฮารุกิชวนเพื่อนๆ ไปดูดาวในชุดสามเหลี่ยมฤดูร้อนกัน และก็มีตอนหนึ่งที่บอกว่า วิธีการดูให้ง่ายที่สุด ก็จำเป็นจะต้องรู้ตำแหน่งของ สามเหลี่ยมฤดูร้อน ในวันและเวลานั้นเสียก่อน ซึ่งวิธีการหาตำแหน่งก็มีได้หลายวิธีนะครับ แต่วิธีหนึ่งก็คือ การใช้"แผนที่ดาวแบบหมุน" นั่นเอง วันนี้ ฮารุกิเลยอยากจะมาชวนเพื่อนๆ มาใช้แผนที่ดาวแบบหมุนกันนะครับ

พูดถึงแผนที่ดาวแบบหมุนก็มีข้อดีหลายอย่างเลยนะครับ เป็นต้นว่า ราคาถูก พกพาสะดวก (แต่ถ้าเทียบกับแผนที่ดาวในโทรศัพท์มือถือแล้วก็คงไม่) ใช้ง่าย (หรือเปล่าไม่แน่ใจ) และไม่ต้องชาร์ตแบต (อันนี้แน่นอน) แต่มันก็มีข้อเสียใหญ่มากอยู่อย่างหนึ่งนะครับ คือ มันใช้หาตำแหน่งของดาวเคราะห์ไม่ได้

เอาหละครับ ก่อนที่เราจะไปซื้อหาแผนที่ดาวแบบหมุนมาใช้กัน (ที่ที่หนึ่งที่มีจำหน่ายแน่ๆ ก็คือ ท้องฟ้าจำลอง) ก็คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ ว่าแผนที่ดาวแบบหมุนนั้นมีสองแบบ คือ แบบด้านเดียว และแบบสองด้าน ครับ (ต่อจากนี้ไปจะใช้คำว่าว่า "แผนที่ดาว" แทน "แผนที่ดาวแบบหมุน" แล้วนะครับ เพื่อความกระชับ)
 

แผนที่ดาวแบบด้านเดียวนั้นมีข้อดี คือ ใช้ง่ายกว่า และสามารถเห็นทั้งท้องฟ้าได้รวมกันครับ แต่ข้อเสียก็คือ รูปร่างของกลุ่มดาวในทางใต้จะบิดเบี้ยวผิดความจริงไปเยอะ ในขณะที่แบบสองด้านนั้น อาจจะใช้ลำบากกว่าสักหน่อยเมื่อเริ่มแรก เพราะว่าเราต้องใช้ด้านหนึ่งดูท้องฟ้าครึ่งเหนือ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งดูท้องฟ้าครึ่งใต้ แต่กลุ่มดาวในทางใต้นั้นจะมีรูปร่างที่เหมือนจริงมากกว่า ครับ


ส่วนตัวฮารุกิชอบแบบสองด้านมากกว่านะครับ แต่ใครจะชอบแบบไหนคงต้องแล้วแต่ใจของแต่ละคนหละครับ
 

สำหรับใครที่ชอบโกอินเตอร์ หรือหนีน้ำท่วมไปเที่ยวเมืองนอกช่วงนี้ ถามว่าจะซื้อแผนที่ดาวของเมืองนอกมาใช้เมืองไทย หรือหอบหิ้วเอาแผนที่ดาวเมืองไทยไปใช้เมืองนอกได้หรือเปล่า คงต้องบอกว่า แผนที่ดาวแบบหมุนนั้นจะใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่เป็นเส้นรุ้ง (ละติจูด) เดียวกันเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจะไปใช้ของอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป หรือจีน คงไม่ได้ (ที่ได้ก็อาจะมีแถบแอฟริกาบางประเทศหรือแเมริกาใต้นั่นแหละครับ ถึงจะใช้แผนที่ดาวอันเดียวกับเมืองไทยได้)

มารู้จักกันแล้วก็มาเริ่มลองใช้กันเลยดีกว่านะครับ

เริ่มแรก เราก็ต้องหมุนวันเวลาที่เราออกไปดูเสียก่อนนะครับ เช่น ถ้าฮารุกิออกไปดูดาวเมื่อเวลาสี่ทุ่มของวันที่ 4 พฤศจิกายน ฮารุกิก็ต้องหมุน "4 พฤศจิกายน" ซึ่งอยู่บนแผนหมุนด้านใน มาให้ตรงกับ "22 นาฬิกา" หรือ สี่ทุ่ม ซึ่งอยู่บนแผ่นด้านนอกครับ


เท่านี้แผนที่ดาวของเราก็จะโชว์ดาวฤกษ์ที่ปรากฏอยู่บนฟ้าทั้งหลาย ตอนเวลา 22 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน แล้วครับ

ที่นี้ก็มาดูกันนะครับมาเราจะดูขึ้นไปบนฟ้าจริงอย่างไร...


ยกตัวอย่างนะครับ ในวันและเวลาดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า มีดาวที่ชื่อ "คาเพลลา" อยู่ที่มุมราบ 45 องศา และ มุมเงย 30 องศา


เพื่อความเข้าใจง่ายก็ขออธิบายอย่างนี้ครับ

เริ่มจากการยืนหน้าตรง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เสร็จแล้วก็หมุนตัวไปทางขวา (ตามแบบนักบัลเลต์อะไรทำนองนั้น) 45 องศาครับ (ซึ่งก็คือหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั่นเอง) พอหมุนตัวเสร็จแล้ว ก็เงยหน้าขึ้น 30 องศาครับ (ประมาณๆ เอาก็ได้เนอะ คงไม่ต้องถึงขั้นเอาไม้ครึ่งวงกลมสมัยเรียนคณิตศาสตร์มาวัดคอ ประมาณอย่างนี้ก็ได้ครับ ว่าเงยไปหนึ่งในสามของการแหงนหน้าสุด เพราะว่าแหงนหน้าสุดคือ 90 องศา) เท่านี้ ถ้าหากไม่มีอะไรมาบัง ดาว "คาเพลลา" ก็จะอยู่ตรงหน้าของเราแล้วครับ

โอเคนะครับ หวังว่าจะเอาไปใช้ได้ผลกัน ยินดียอมรับทุกคำชี้แนะครับ ^^"

edit @ 5 Nov 2011 17:15:55 by Haruki.13